แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


แสดงหัวข้อ - admin

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1


จะทนปวดข้อ ปวดเข่า อยู่ทำไม ให้ Zenlary ช่วยสิคะ!

ข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อ ปวดเข่า อักเสบ ชา เสียว บวม รับประทานยาแก้ปวดก็ไม่หาย ทนทรมานจนอาการหนัก ทำอะไรก็ไม่ถนัด
จบปัญหาเหล่านี้ได้ค่ะ หากคุณ ๆได้รู้จัก Zenlary เซ็นลารี่ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่สกัดจากผักเซเลอรี่ และสมุนไพรไทยอย่าง ขมื้นชัน งาดำ มังคุด บัวบก พร้อมด้วยวิตามินบี 1-6-12 ที่ช่วยลดเรื่องอาการเหน็บชาและปลายประสาทอักเสบ พร้อมด้วยคอลลาเจนจากปลาทะเล  คุณสมบัติรวมของเซ็นลารี่ ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกอ่อน เพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงข้อกระดูก ลดปวดอักเสบ เห็นผลชัดเจน

มารฐานการผลิตได้รับการรับรองมาตราฐานจาก 3 หน่วยงาน อย., GMP, HACCP สะอาด ปลอดภัย 100%

เพียงลองรับประทาน Zenlary 1 กล่อง ปัญหาเรื่องปวดตามข้อปวดเข่าจะหมดไปทันที
“แล้วจะลืมไปเลยว่าเคยปวด”

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์  :  www.zenlary.com
Line  :  @zenlary (มี@ข้างหน้า)
โทรศัพท์  :  064-592-4246





2


บาดทะยัก คือโรคที่หลายคนคุ้นเคย เนื่องมาจากหากเกิดบาดแผลขึ้นบนร่างกาย มักได้ยินคำแนะนำว่า “รีบไปหาแพทย์ ระวังเป็นบาดทะยัก” แม้ว่าจะดูเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงเท่าโรคร้ายอื่นๆ แต่รู้หรือไม่ว่า โรคนี้อันตรายถึงชีวิต

จากข้อมูลของสภากาชาดระบุว่า เมื่อคนไข้มีอาการของโรคบาดทะยัก จะมีโอกาสเสียชีวิตตั้งแต่ 10%–90% ซึ่งนับว่ามีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง และการรักษายังเป็นเพียงการประคับประคองเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนบาดทะยักจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ที่ช่วยให้เราห่างไกลจากโรคได้

บาดทะยักคืออะไร สาเหตุเกิดจากอะไร?
บาดทะยัก (Tetanus) คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Clostridium Tetani พบได้ตามพื้นดิน ฝุ่น หรือมูลสัตว์ สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางบาดแผล ดังเช่น แผลถลอก ไฟไหม้ โดนของมีคมบาด ตะปูตำ ถูกสัตว์กัด หรือใช้เข็มฉีดยาที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ เป็นต้น เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะสร้างสารพิษชื่อว่า เททานัสท็อกซิน (Tetanus toxin) ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อการทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ในรายที่ติดเชื้อรุนแรงอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทั้งนี้บาดแผลที่มีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการติดเชื้อบาดทะยัก ได้แก่
- บาดแผลที่ต้องเย็บหรือผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยไปพบแพทย์ช้ากว่า 6 ชั่วโมง
- บาดแผลที่มีเนื้อตายจำนวนมาก อาทิเช่น แผลไฟไหม้ แผลกดทับ เป็นต้น หรือแผลที่เป็นรอยเจาะ ดังเช่น ถูกตะปูตำ แผลจากการสัก เจาะตามร่างกาย เป็นต้น โดยเฉพาะบาดแผลที่ปนเปื้อนดินหรือเศษวัสดุแปลกปลอม
- บาดแผลที่พบร่วมกับกระดูกหัก
เพราะฉะนั้น หากท่านใดมีบาดแผลที่มีความเสี่ยง แนะนำให้รีบทำความสะอาดบาดแผล โดยล้างด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่นานอย่างน้อย 10-15 นาที (กรณีเป็นบาดแผลที่ไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์) จากนั้นไปพบหมอทันที เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

อาการของโรคบาดทะยักเป็นอย่างไร?
เมื่อเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย อาการเริ่มแรกคือ ผู้ป่วยจะมีอาการขากรรไกรแข็ง กล้ามเนื้อเกร็ง อ้าปากไม่ค่อยได้ จากนั้นมือ แขน และขาเริ่มเกร็ง หลังแข็งและแอ่น ใบหน้าจะมีลักษณะคล้ายยิ้มแสยะ โดยอาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นเมื่อมีเสียงดังหรือเมื่อสัมผัสตัวผู้ป่วย ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก คนป่วยจะมีอาการชักกระตุก หน้าเขียว ซึ่งจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ขาดออกซิเจน เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการแทรกซ้อนของโรคบาดทะยักคืออะไร?
นอกจากอาการหลักของโรคบาดทะยักที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้แล้ว ยังอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ด้วย ดังนี้

1. กระดูกหัก เกิดจากการเกร็งและบิดอย่างรุนแรงจนส่งผลถึงกระดูก
2. ไตวายเฉียบพลัน เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างรุนแรงจนทำให้กล้ามเนื้อสลายกลายเป็นโปรตีน ซึ่งไตมีหน้าที่กำจัดโปรตีนในร่างกาย หากมีโปรตีนสลายออกมาจำนวนมาก ไตก็อาจทำงานหนักจนทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้
3. ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ภาวะบิดเกร็งของกล้ามเนื้ออาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะระบบหายใจล้มเหลว  หยุดหายใจ จนทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและเสียชีวิต

การรักษาโรคบาดทะยักทำอย่างไร?
เมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่าผู้ป่วยเป็นโรคบาดทะยัก หมออาจวางแผนการรักษาดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้เจ็บป่วย ป้องกันเสียงรบกวน เนื่องมาจากจะทำให้มีอาการชักเกร็งรุนแรงขึ้น
2. แพทย์จะให้ยาทำลายสารพิษที่เชื้อแบคทีเรียสร้างขึ้น รวมทั้งให้ยาปฏิชีวนะเพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย
3. คุณหมอจะให้ยารักษาตามอาการควบคู่กันไป อย่างเช่น ยาระงับอาการชัก ยาลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ งดให้น้ำและอาหารทางปาก เหตุเพราะอาจทำให้ผู้ป่วยสำลักได้ จึงจำเป็นต้องให้อาหารทางหลอดเลือดแทน
4. เฝ้าระวังเรื่องการหายใจ เพราะอาจมีอาการหายใจขัด หายใจไม่ออกจนทำให้เสียชีวิตได้

ติดตามอ่านบทความเรื่อง วัคซีนบาดทะยัก ต่อได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/tetanus-vaccine

3


โรคคอตีบ จัดเป็นหนึ่งในโรคติดต่อร้ายแรงที่กรมควบคุมโรคกำลังเฝ้าระวัง เพราะว่าหากเกิดการติดเชื้อแล้ว อาจทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ ด้วยความรุนแรงนี้ จึงได้มีการกำหนดให้วัคซีนคอตีบเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ ถึงแม้จะมีการป้องกันอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม แต่จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคกลับพบว่า สถานการณ์โรคคอตีบในประเทศไทยก็ยังไม่ดีขึ้น ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะพบผู้ป่วยมากขึ้นด้วย โดยในปี พ.ศ. 2562 พบผู้ป่วยแล้ว 15 ราย เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งอัตราการป่วยนี้สูงขึ้นประมาณ 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี พ.ศ. 2561 ทั้งนี้การป้องกันโรคคอตีบที่มีประสิทธิภาพ คือการฉีดวัคซีนคอตีบ ซึ่งจะช่วยบรรเทาและป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคคอตีบได้

โรคคอตีบคืออะไร?
โรคคอตีบ (Diphtheria) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Corynebacterium diphtheriae) ซึ่งเป็นการติดเชื้อรุนแรงและเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ สามารถติดต่อกันโดยง่ายจากการไอ จาม พูดคุยในระยะประชิด การสัมผัส หรือการใช้ภาชนะร่วมกัน อาทิเช่น จาน ชาม ช้อน เป็นต้น โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางปากหรือทางการหายใจ โดยมากจะพบการติดเชื้อในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงถึงอายุ 19 ปี โดยมักพบการติดเชื้อในสถานที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก อย่างเช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนประจำ ชุมชนแออัด หรือพื้นที่ห่างไกลที่ยังเข้าไม่ถึงวัคซีนคอตีบ

อาการของโรคคอตีบ
อาการของโรคจะแสดงหลังจากการติดเชื้อประมาณ 2-5 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง เจ็บคอ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล อ่อนเพลีย คออักเสบ กลืนอาหารลำบาก หอบ หายใจลำบาก หากไม่สังเกตอาจคิดว่าเป็นอาการป่วยทั่วไป แต่อาการสำคัญที่ชี้ชัดว่าป่วยด้วยโรคคอตีบคือ จะพบแผ่นฝ้าสีขาวปนเทา (White-grayish membrane) เกาะติดแน่นบริเวณลำคอ ต่อมทอนซิล หรือลิ้นไก่ ซึ่งแผ่นเยื่อนี้เกิดจากการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ที่สร้างสารพิษออกมาทำลายเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบให้ตายลงและซ้อนทับกันจนเป็นแผ่นฝ้า หากมีการติดเชื้อรุนแรง อาจทำให้ผู้ป่วยหายใจไม่ออกและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

อาการแทรกซ้อนของโรคคอตีบ
อาการแทรกซ้อนสำคัญของโรคคอตีบได้แก่
- ปอดติดเชื้อ
- ระบบหายใจล้มเหลว
- เส้นประสาทอักเสบหรือเกิดความเสียหายขั้นรุนแรงของระบบประสาททำให้เป็นอัมพาตได้
- กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย

การรักษาโรคคอตีบ
หากพบว่าผู้เจ็บป่วยมีอาการโรคคอตีบ หมอจะต้องรีบรักษาในทันที เนื่องมาจากอาการอาจรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อชีวิต การรักษาโรคคอตีบในปัจจุบันมี 2 วิธีคือ การฉีดยาต้านพิษ เพื่อหยุดพิษที่แบคทีเรียสร้างขึ้น และการใช้ยาปฏิชีวนะ อาทิเช่น เพนิซิลิน เพื่อกำจัดเชื้อในร่างกาย โดยคนไข้โรคคอตีบจะต้องถูกแยกจากคนป่วยอื่นๆ เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจาย และหลังการรักษาผู้รักษาจะต้องตรวจร่างกายโดยละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่า คนไข้ไม่มีเชื้อแบคทีเรียคอตีบแล้ว จึงจะสามารถให้ผู้ป่วยอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

ติดตามอ่านบทความหัวข้อ ฉีดวัคซีนคอตีบ ต่อได้ที่
เว็บ : https://www.honestdocs.co/diphtheria-vaccine

4


คิ้ว หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมความงามบนใบหน้า และคิ้วยังช่วยเพิ่มความมั่นอกมั่นใจให้ใครหลายๆ คน แต่ปัญหาสำคัญคือ คิ้วของบางท่านอาจไม่เป็นทรงหรือคิ้วไม่ได้รูป ทำให้แต่งหน้าลำบาก จนต้องค้นหาสารพัดวิธีมาแก้ไข เช่นว่า กันคิ้วถอนคิ้วหรือสักคิ้วถาวร และอีกวิธีที่เป็นที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นคือการแว็กซ์คิ้ว รายละเอียดการแว็กซ์คิ้วเป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง ราคาเท่าไร HonestDocs มีคำตอบ
แว็กซ์คิ้ว คืออะไร?
แว็กซ์คิ้ว เป็นหนึ่งในวิธีการกำจัดขนคิ้วชั่วคราว ในรูปแบบที่ถอดขนออกมาทั้งเส้นซึ่งจะมีรากขนติดออกมาด้วย (ต่างจากการกันคิ้วที่กำจัดแค่เส้นขนที่โผล่พ้นผิวหนังออกมาเท่านั้น) การแว็กซ์คิ้วที่นิยมทำในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

- แว็กซ์คิ้วร้อน คือการใช้ขี้ผึ้งมาอุ่นจนได้อุณหภูมิที่พอเหมาะ จากนั้นนำมาทาบริเวณที่ต้องการกำจัดขน ความอุ่นจะทำให้รูขุมขนเปิดออก จากนั้นวางผ้าขนาดเล็กทับลงบนขี้ผึ้ง ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที เมื่อขี้ผึ้งแห้งจึงดึงผ้าออกอย่างรวดเร็วในทิศทางย้อนเส้นขน ขนคิ้วก็จะหลุดติดออกมากับผ้า
การแว็กซ์คิ้วร้อนนับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการถอนขนสูง เหมาะสำหรับผิวที่บอบบางและผิวที่แพ้ง่าย ไม่ค่อยเกิดการระคายเคืองมาก แต่มีข้อเสียคือขบวนการยุ่งยากกว่าการแว็กซ์คิ้วเย็น
- แว็กซ์คิ้วเย็น คือการใช้ขี้ผึ้งกำจัดขนคิ้วเช่นกัน มีกระบวนการคล้ายคลึงกับการแว็กซ์คิ้วร้อน เพียงแต่ไม่ได้นำขี้ผึ้งมาอุ่นก่อนทาลงบนผิว ส่วนใหญ่จะใช้ขี้ผึ้งเหลวหรือแผ่นแปะสำเร็จรูป
ข้อดีของการแว็กซ์คิ้วเย็นคือทำได้สะดวก ประหยัดเวลา สามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่มีข้อเสียสำคัญคือไม่เหมาะกับผิวบริเวณที่บอบบาง เนื่องจากว่าไม่มีการเปิดรูขุมขนก่อน เมื่อดึงขี้ผึ้งออกจะรู้สึกเจ็บแสบระคายเคืองมาก จึงไม่เป็นที่นิยมนัก

นอกจากจะใช้กำจัดขนคิ้วส่วนเกินได้แล้ว ยังสามารถใช้กำจัดขนบริเวณอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น แขน ขา รักแร้ ใบหน้า หนวด หรือจุดซ่อนเร้นได้อีกด้วย

ข้อดี-ข้อเสีย ของการแว็กซ์คิ้ว
การแว็กซ์คิ้วนับเป็นวิธีการกำจัดขนคิ้ว ปรับรูปทรงคิ้วให้เข้ารูปที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน แต่ก่อนจะตัดสินใจแว็กซ์คิ้วควรศึกษาข้อดี-ข้อเสียของการแว็กซ์คิ้วดังนี้

จุดเด่น
- เป็นวิธีการกำจัดขนคิ้วที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถกำจัดขนได้หมดจดในครั้งเดียว
- ขนใหม่ใช้เวลาขึ้นค่อนข้างนานประมาณ 1 เดือน
- ขนที่ขึ้นใหม่จะเป็นขนอ่อนๆ ไม่เป็นตอแข็งกวนใจ
- หากแว็กซ์อย่างสม่ำเสมอ อาจทำให้ขนคิ้วบริเวณที่ถูกแว็กซ์ค่อยๆ บางลงจนไม่ขึ้นอีก
- สถาบันเสริมความงามส่วนใหญ่ที่รับแว็กซ์คิ้ว จะมีบริการออกแบบรูปทรงคิ้วร่วมด้วย ทำให้รูปทรงคิ้วรับกับใบหน้ามากขึ้น

จุดอ่อน
- สำหรับท่านที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย การแว็กซ์คิ้วอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวบวมแดงและแสบร้อนได้
- การแว็กซ์นับเป็นวิธีที่ค่อนข้างเจ็บ แต่ความรุนแรงนั้นขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละบุคคล - กระบวนการแว็กซ์คิ้วยุ่งยากกว่าการกำจัดขนคิ้ววิธีอื่นๆ และไม่แนะนำให้ทำด้วยตนเอง
- ค่าใช้จ่ายในการแวกซ์คิ้วสูงกว่าวิธีการกำจัดขนคิ้วรูปแบบอื่นๆ
อ่านเนื้อหาเรื่องการเตรียมตัวก่อนการแว็กซ์คิ้วได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/wax-eyebrow

5


โรคหัวใจ จัดเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก ซึ่งคิดเป็น 31% ของการเสียชีวิตของคนทั้งโลก ขณะที่ในไทยพบว่าอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 20,855 คนต่อปี ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย EST คือหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้

การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย EST คืออะไร?
การตรวจสมรรถภาพหัวใจในขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test: EST) คือการทดสอบหัวใจขณะที่กำลังออกกำลังกายโดยการวิ่งบนสายพานหรือขณะปั่นจักรยาน เพื่อตรวจสอบว่าขณะที่ร่างกายกำลังออกแรงอย่างหนักอยู่นั้น กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดและออกซิเจนมาหล่อเลี้ยงเพียงพอหรือเปล่า (ซึ่งหากอยู่ในภาวะปกติที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย)

ดังนี้ เมื่อผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันต้องออกกำลังกาย จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอจนเกิดอาการหายใจลำบาก เจ็บ จุกแน่นหน้าอก การเต้นของหัวใจผิดปกติ หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีการเปลี่ยนแปลง

อาการกลุ่มนี้จะช่วยให้ผู้รักษาสามารถวินิจฉัยในเบื้องต้นได้ว่า ผู้ป่วยอาจมีหลอดเลือดหัวใจเส้นใดเส้นหนึ่งตีบตัน เพื่อวางแผนการตรวจและรักษาต่อไป

ใครควรตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย EST บ้าง?
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย EST เป็นประจำทุกปี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการป่วยจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

- ผู้ที่สูบบุหรี่
- ผู้สูงอายุ
- ผู้ที่เคยมีอาการเจ็บหน้าอกโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดของอวัยวะอื่นอยู่แล้ว
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ดังเช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
- ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หลอดเลือดสมองตีบ

การเตรียมตัวก่อนการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย EST
ผู้ที่ต้องการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย EST ควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ดังนี้
- งดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ช.ม. ก่อนเริ่มทำการทดสอบ
- งดบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เนื่องจากคาเฟอีนอาจรบกวนการแปลผลการทดสอบ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาใดเป็นประจำควรแจ้งให้คุณหมอทราบล่วงหน้า เหตุเพราะยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการตรวจ โดยเฉพาะยากลุ่มโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง
- สำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด ควรนำยาพ่นมาด้วยในวันตรวจ
- ควรสวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ที่ใส่สบาย และรองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกาย

ติดตามอ่านบทความหัวข้อ ตรวจ EST กันต่อกันได้ที่
เว็บ : https://www.honestdocs.co/heart-check-up-est

6

 ทราบหรือไม่ว่า ชาวไทยเจ็บป่วยเป็นโรคหัวใจสูงถึงเกือบ 433,000 คนต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 20,855 คน ต่อปี หรือ ชั่วโมงละ 2 คน จากสถิตินี้ทำให้เห็นว่า โรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทุกท่านยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้ด้วย เนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหาร ความเครียด สภาพแวดล้อมที่มีมลพิษสูงมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจได้ทั้งสิ้น ดังนั้นการตรวจเช็คความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างเสมอๆจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยหนึ่งในวิธีการตรวจที่มีประสิทธิภาพคือ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Echo

 การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Echo คืออะไร?
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram: Echo) หรือเรียกง่ายๆ ว่า การตรวจหัวใจแบบ Echo คือ การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงที่ปลอดภัยต่อร่างกายเข้าไปยังบริเวณทรวงอก เมื่อคลื่นเสียงผ่านอวัยวะต่างๆ จะเกิดสัญญาณสะท้อนกลับ ระบบจะนำข้อมูลที่สะท้อนกลับนั้นไปประมวลผลเป็นภาพ ซึ่งจะแสดงรูปร่าง ขนาด การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และลิ้นหัวใจได้ค่อนข้างชัดเจน

การตรวจหัวใจแบบ Echo นี้ นับได้ว่ามีประโยชน์ในการประเมินการทำงานของหัวใจ สามารถบอกได้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจหนาเพียงใด หัวใจโตหรือเปล่า กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวดีหรือเปล่า จึงช่วยให้คุณหมอสามารถวินิจฉัยโรค ตรวจหาความรุนแรง และติดตามผลการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Echo เหมาะกับท่านใด?
การตรวจหัวใจแบบ Echo เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการดังนี้
- ผู้ที่มีอาการหอบ เหนื่อย หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก
 - ผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ใจสั่น
 - ผู้ที่มีอาการบวมตามร่างกาย ซึ่งสงสัยว่าอาจเกิดจากความผิดปกติของหัวใจ โดยโรคหัวใจที่ทำให้เกิดอาการบวมตามร่างกาย เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ และโรคที่เยื่อหุ้มหัวใจ การตรวจหัวใจแบบ Echo จะช่วยบอกว่าอาการบวมนี้เกิดจากโรคหัวใจหรือเปล่า

เนื่องจากการตรวจหัวใจแบบ Echo เป็นการตรวจเฉพาะทาง ใช้วินิจฉัยโรคเชิงลึก ฉะนั้นแม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการที่สงสัยว่าอาจป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของหัวใจ หมอส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ตรวจหัวใจแบบ Echo ในทันที แต่จะพิจารณาประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย ตรวจร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เอกซเรย์ทรวงอกก่อน

หากพบว่ามีแนวโน้มเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจจริง จึงค่อยพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจหัวใจแบบ Echo เพื่อวินิจฉัยโรคต่อไป

ทั้งนี้ผลการตรวจที่ได้จะมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของหัวใจ ดังเช่น การบีบตัวของหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ การไหลเวียนของโลหิตในหัวใจ การเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ขนาดหัวใจผิดปกติ เป็นต้น

ติดตามอ่านบทความหัวข้อ ตรวจ echo กันต่อได้ที่ Website : https://www.honestdocs.co/heart-check-up-echo

7

เมื่ออยู่ในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ อย่างเช่น ขับรถ นั่งก้มทำงาน หรืออยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจมีอาการปวด เมื่อย เคล็ด ขัด ยอก เกร็ง ตึง ฟกช้ำ ตามร่างกายในส่วนนั้นๆ ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เคลื่อนไหวลำบาก ภูมิปัญญาของไทยแต่โบราณจึงคิดค้น "การนวดไทย" และการ "ประคบสมุนไพร" ขึ้น เพื่อบำบัดอาการโดยไม่ต้องกินยา

การประคบสมุนไพร
การประคบสมุนไพรหมายถึง การรักษาอาการปวดเมื่อยด้วยสมุนไพรต่าง ๆ ที่มีสรรพคุณแก้อาการปวด เมื่อย เคล็ด ขัด ยอก เกร็ง ตึง ฟกช้ำ หลายชนิดร่วมกับความร้อนชื้นของไอน้ำจากการนึ่งลูกประคบและแรงของผู้นวดที่กดลงไป อาจนวดไทยก่อนแล้วค่อยประคบ ประคบก่อนนวด หรือจะนวดไปพร้อมๆ กับการประคบก็สามารถทำได้เช่นกัน

ความร้อนที่พอเหมาะในการประคบไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียสซึ่งจะส่งผลให้เนื้อเยื่อพังผืดคลายตัวออก ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดการติดขัดของข้อต่อ ลดอาการเจ็บปวด ลดอาการบวมที่เกิดจากการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่วนสมุนไพรก็ให้ผลตามคุณสมบัติแต่ละชนิดที่เลือกสรรมา เช่น แก้อาการปวด เมื่อย เคล็ด ขัด ยอก เกร็ง ตึง ฟกช้ำ ยิ่งหากเป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย ตัวยาจะออกมากับไอน้ำและความชื้นซึมเข้าผิวหนังได้ดี ส่วนกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยจะช่วยให้สดชื่น ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

อุปกรณ์ในการทำลูกประคบ
1. ผ้าสำหรับห่อลูกประคบ เป็นผ้าฝ้าย หรือผ้าดิบ ที่มีเนื้อผ้าแน่นพอที่จะป้องกันไม่ให้สมุนไพรหลุดล่วงมาจากห่อได้
2. เชือก
3. ตัวยาสมุนไพรที่ใช้ทำลูกประคบ
4. เครื่องชั่ง สำหรับชั่งน้ำหนักสมุนไพรเพื่อให้ได้ปริมาณที่ถูกต้อง
5. เตา
6. หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบ
7. จานรองลูกประคบ

ตัวยาที่นิยมใช้ทำลูกประคบ
ไพล: แก้ปวดเมื่อย ลดอาการอักเสบ ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเกร็ง ฟกช้ำ บวม

ผิวมะกรูด หรือใบมะกรูด: มีน้ำมันหอมระเหยให้กลิ่นหอมปร่าช่วยให้รู้สึกสดชื่น หายใจโล่ง แก้อาการวิงเวียนหน้ามืด แก้ช้ำใน ช่วยขับลม

ตะไคร้บ้าน:  มีน้ำมันหอมระเหยให้กลิ่นหอมปร่าช่วยให้รู้สึกสดชื่น แก้ฟกช้ำ ปวดเมื่อย บรรเทาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

ใบมะขาม: ช่วยให้เส้นเอ็นหย่อน แก้ผื่นคัน ช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง

ขมิ้นอ้อย: ช่วยลดอาการอักเสบ แก้โรคผิวหนัง แก้ฟกช้ำบวม แก้เคล็ดขัดยอก

ขมิ้นชัน: แก้อาการบวม ฟกช้ำ  เคล็ดขัดยอก แก้ผื่นคันตามผิวหนัง ช่วยบำรุงผิว

การบูร: แก้ปวดตามเส้น แก้ปวดข้อ แก้เคล็ดขัดยอก ลดบวม และกลิ่นยังช่วยให้หายใจโล่ง บรรเทาอาการคัดจมูก

พิมเสน: ช่วยแต่งกลิ่น แก้อาการพุพอง ลดผื่นคัน มีกลิ่นที่ช่วยให้หายใจโล่ง

ใบส้มป่อย: ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดความดัน ช่วยให้เส้นเอ็นอ่อน แก้ปวดเมื่อย

ใบพลับพลึง: แก้ช้ำใน ลดอาการปวด บวม ฟกช้ำ

เกลือสมุทร หรือเกลือทะเล: ช่วยดูดความร้อน ช่วยให้ตัวยาซึมสู่ผิวหนังได้ง่าย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้

วิธีการทำลูกประคบ
1. นำสมุนไพรต่าง ๆ ที่เตรียมไว้มาล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
2. หั่นสมุนไพรที่เตรียมไว้เป็นชิ้นๆ แล้วตำรวมกันพอหยาบ
3. นำผิวมะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย ตำผสมกับข้อ 1 เสร็จแล้วให้ใส่เกลือ การบูร คลุกเคล้าและตำให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แต่อย่าให้ละเอียดมากจนแฉะเป็นน้ำ
4. แบ่งตัวยาที่ตำเรียบร้อยแล้วเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน สามารถทำลูกประคบได้ 2 ลูก โดยแต่ละลูกให้ใช้ผ้าขาวห่อเป็นลูกประคบ แล้วรัดด้วยเชือกให้แน่น
5. นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งในหม้อนึ่งครั้งละ 1  ลูก โดยใช้เวลานึ่งราว 15-20 นาที
6. นำลูกประคบที่ความร้อนได้ที่แล้วมาประคบผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆ โดยสับเปลี่ยนลูกประคบระหว่าง 2 ลูกนี้
ติดตามอ่านเนื้อหาเรื่อง นวดประคบสมุนไพร กันต่อได้ที่

Website : https://www.honestdocs.co/thai-herbal-ball-compress

8

แค่เอ่ยคำว่า "ไขมัน" ขึ้นมา บางคนก็รู้สึกรังเกียจ รู้สึกว่าอ้วน รู้สึกว่าเป็นผู้ร้าย ฯลฯ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ไขมันจัดว่าเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็น เมื่อร่างกายย่อยสลายให้เป็นโมเลเกุลเล็กที่สุดจะเรียกว่า “Fatty acid” หรือ กรดไขมัน

ร่างกายจะต้องได้รับกรดไขมันจากการทานเข้าไปเท่านั้นและร่างกายจำเป็นต้องมีกรดไขมันเพื่อใช้ประโยชน์มากมายนับตั้งแเต่เป็นวัตถุดิบสร้างผนังเซลล์ของทุกๆ เซลล์ทั่วร่างกาย กรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid) คือ กรดไขมันที่ร่างกายขาดไม่ได้

อาหารไขมันนอกจากจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายแล้วยังช่วยให้อาหารอร่อย กลืนลงคอง่าย มนุษย์ยุคใหม่จึงกินไขมันกันมากเกินความจำเป็น จนในที่สุดไขมันก็สร้างพิษภัยต่อร่างกายแทนที่จะให้ประโยชน์ หากอยากทราบว่า เรามีไขมันในร่างกายมากหรือน้อยอย่างไร ชนิดไหนเกิน ชนิดไหนขาด ควรเจาะเลือดเพื่อตรวจสอบไขมันในเลือด เพราะบางท่านกว่าจะรู้ตัวว่าไขมันในเลือดสูงก็เข้าข่ายเป็นโรคเสียแล้ว

การตรวจไขมันในเลือด (Lipid Profile)
คำแนะนำ: ต้องงดอาหารก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
วัตถุประสงค์
- เพื่อต้องการทราบค่าขององค์ประกอบที่สำคัญของไขมันทุกตัวในกระแสเลือด
- การได้ทราบค่าระดับไขมันทุกชนิดในเลือดที่ผิดปกติแต่เนิ่นๆ ย่อมช่วยให้มีโอกาสที่จะแก้ไข เยียวยา หรือรักษา ให้ไขมันลดลงมาสู่ระดับปกติได้ ทั้งนี้ย่อมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease: CAD) โรคลมปัจจุบัน หรือโรคอุบัติเหตุขาดเลือดในสมอง (cerebrovascular accident: CVA) ได้

คำอธิบายอย่างสรุป
1. ตามตำราโดยทั่วไปคำว่า Lipid Profile จะประกอบด้วยการวัดค่าไขมัน 5 ตัว ดังนี้
คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol: TC)
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides: TG)
เอชดีแอล (HDL-c)
แอลดีแอล (LDL-c)
วี แอล ดี แอล (VLDL)

2. ตามแบบฟอร์มใบตรวจเลือดของโรงพยาบาลทั่วไป ท่านต้องการทราบผลของไขมันในเลือดเฉพาะที่สำคัญเพียง 4 ตัว
คอเลสเตอรอล (Cholesterol)
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides)
เอชดีแอล  (HDL-c)
แอลดีแอล (LDL-c)

คอเลสเตอรอล (Cholesterol)
Cholesterol เป็นคำนามเฉพาะที่เกิดจากการประสมคำโดยนักวิจัยชาวฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1769 ซึ่งพบว่า นิ่วในถุงน้ำดี (gallstone) นั้นประกอบด้วยสารเคมีอันมีชื่อตรงกับคำในภาษากรีก กล่าวคือ
Chole   =  bile (น้ำดีจากตับ)
Stereos  =  solid (ของแข็ง)
Ol  =   (suffix) แสดงว่าแอลกอฮอลล์

การวิจัยต่อมาทำให้ทราบว่าคอเลสเตอรอลเป็นสารตั้งต้นของน้ำดี หรือกรดน้ำดี หากน้ำดีอยู่ในถุงน้ำดีจนมีความเข้มข้นมากขึ้นๆ ก็จะตกผลึกจับตัวกันแข็งกลายเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งก็คือ เปลี่ยนสภาวะมาเป็นของแข็งได้ ตามรากศัพท์ของชื่อที่ตั้งขึ้นมา

แม้ว่าคอเลสเตอรอลจะจัดอยู่ใน Lipid Profile (กลุ่มสารไขมันในเลือด) แต่ในความเป็นจริงแล้ว คอเลสเตอรอลเป็นสารคล้ายไขมันแต่มิใช่ไขมันแท้จริงเพราะไม่มีค่าพลังงาน (ไขมัน หรือ fat ทั่วไป จะมีค่าพลังงานประมาณ = 9 แคลอรีต่อกรัม)

ติดตามอ่านบทความเรื่อง ตรวจไขมัน และบทความเพื่อสุขภาพที่ดีกันต่อได้ที เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/understanding-your-cholesterol-report

9

เส้นผม จัดว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมความงามและความมั่นอกมั่นใจให้ใครหลายๆ คน ปัจจุบันจึงมีผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ มากมายที่ช่วยทำให้เส้มผมนุ่มสลวย เงางาม แลดูมีน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นแชมพูสูตรเสริมวิตามินบำรุงเส้นผม ครีมนวดผม ทรีตเมนต์ ซึ่งสามารถบำรุงเส้นผมเองได้ตามความต้องการ ยิ่งไปกว่านี้ยังมีคอร์สสปาผม ที่ต้องเดินทางไปทำที่ร้านทำผมหรือสถาบันเสริมความงาม แต่หลายคนอาจงงว่า สปาผม คืออะไร จำเป็นต้องทำเป็นประจำหรือเปล่า ช่วยฟื้นฟูและบำรุงเส้นผมได้จริงหรือ HonestDocs มีคำตอบ

สปาผมคืออะไร
สปาผม คือกระบวนการเสริมความงามที่ช่วยฟื้นฟูเส้นผมและบำรุงหนังศีรษะอย่างเข้มข้น เพื่อให้เส้นผมนุ่มสลวย เงางาม แลดูสุขภาพดี โดยคอร์สสปาผมในปัจจุบันก็มีหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ไม่ว่าจะเป็นมอยเจอร์ไรซ์เซอร์ น้ำมันสกัดเย็น หรือวิตามินต่างๆ ชโลมไปที่เส้นผมและหนังศีรษะแล้วทิ้งไว้เพื่อให้สารสำคัญซึมซาบสู่เส้นผมและรากผม การใช้เทคโนโลยีจำพวกการอบไอน้ำเข้ามาช่วยบำรุงเส้นผม หรือบางคอร์สอาจมีการนวดศีรษะเพื่อการผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับเทคนิคของร้านทำผมหรือสปาแต่ละแห่ง

จำเป็นต้องทำสปาผมหรือเปล่า?
ก่อนจะทราบว่าเราจำเป็นต้องทำสปาผมหรือไม่ ลองมาทำความเข้าใจลักษณะเส้นผมโดยธรรมชาติกันก่อน โดยมีองค์ประกอบดังนี้
- โปรตีน 80%
- น้ำ 10-15%
- เม็ดสีผม แร่ธาตุและไขมันประมาณ 5-10%

หากนำเส้นผมมาตัดขวางจะพบว่าเส้นผมของเราแยกส่วนประกอบได้ 3 ชั้น ได้แก่
- ผิวนอก (Cuticle) มีลักษณะเป็นเกล็ดใสๆ โปร่งแสงไม่มีสี เรียงซ้อนกันแบบเกล็ดปลาอยู่ชั้นนอกสุดของเส้นผม โดยองค์ประกอบหลักของเส้นผมชั้นนี้คือเคราติน ทำหน้าที่ห่อหุ้มเส้นผม ป้องกันสิ่งสกปรกที่จะซึมผ่านเข้าไปทำลายเส้นผม ปกป้องเนื้อผมไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น ปกป้องเส้นผมจากแสงแดดและรังสียูวี นอกจากเคราตินแล้วผิวชั้นนอกยังมีน้ำมันตามธรรมชาติเคลือบอยู่ด้วย ซึ่งช่วยทำให้ผมเรียบรื่น เป็นเงางาม

- เนื้อผม (Cortex) เป็นชั้นที่มีความหนาที่สุดและเป็นโครงสร้างหลักของเส้นผม ชั้นเนื้อผมเป็นแหล่งรวมของเม็ดสี (pigment) เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นตัวกำหนดสีผม มีช่องอากาศ โปรตีน เคราติน และเส้นใยโปรตีนที่เกาะเกี่ยวกัน ช่วยให้ผมมีความนุ่มและยืดหยุ่น

- แกนผม (Medulla) ประกอบไปด้วยโปรตีนและไขมัน แกนผมนับว่าไม่มีบทบาทในการทำงาน ส่วนมากจะพบในผมที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยผมเส้นเล็กมักไม่มีแกนผม

ปกติเส้นผมของเราจะมีความแข็งแรง นุ่มสลวยเป็นทุนเดิม แต่หากมีสิ่งเร้ามากระทบ ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด สารเคมี สภาพอากาศ ฝุ่นควันหรือมลพิษต่างๆ อาจส่งผลให้ผิวนอกถูกทำลาย ทำให้ผมชี้ฟู แห้งแตก กลายเป็นปัญหาที่ทำให้ขาดความมั่นอกมั่นใจได้ หลาย ๆ ท่านจึงเลือกเข้ารับบริการสปาผม เพื่อฟื้นบำรุงสภาพผมให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

สำหรับท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผม หนังศีรษะ หรือผู้ที่เส้นผมได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าบ่อยๆ อาทิเช่น ใช้ครีมเปลี่ยนสีผม หรือสเปรย์จัดแต่งทรงผมเป็นประจำ คอร์สปาผมก็นับว่ามีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาผมชี้ฟู ขสดหลุดร่วงลงได้ ซึ่งอาจเข้ารับบริการเดือนละ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพผมของแต่ละคน

ติดตามอ่านบทความข้อดีของการทำสปาผมได้ที่ https://www.honestdocs.co/hair-spa

10


การนวดไทย หรือที่เรียกกันโดยทั่ว ๆ ไปว่านวดแผนโบราณ เป็นการรักษาที่เรียกว่าหัตถเวชกรรมไทย โดยใช้การบีบ การนวด คลึง ดัด ดึง กด ทุบ เคาะ สับ ประคบร้อน อบ เพื่อให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนได้อย่างสมดุล

นวดไทยมีกี่ประเภท
การนวดไทย นอกจากจะแบ่งตามลักษณะการนวดที่มีมาแต่โบราณออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การนวดแบบเชลยศักดิ์และการนวดแบบราชสำนักแล้ว ยังสามารถแบ่งตามสรรพคุณได้ 4 ประเภท ได้แก่ นวดเพื่อสุขภาพ นวดเพื่อการบำบัดรักษา นวดป้องกันโรค และนวดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ
1. การนวดเพื่อสุขภาพ เป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี เส้นเอ็นที่ตึงจะหย่อนลง ทำให้ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายนั้นไม่ติดขัด
2. นวดเพื่อบำบัดรักษา คือการนวดที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะในการักษาโรคหรือรักษาผู้ป่วย เน้นนวดเพื่อให้อาการของกล้ามเนื้อและข้อต่อดีขึ้น ช่วยให้ขยับข้อต่อได้สะดวกยิ่งขึ้น การนวดในแบบนี้ ได้แก่โรคเกี่ยวกับปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง อาทิ ปวดหลัง ปวดคอ โรคเกี่ยวกับข้อต่อ ตัวอย่างเช่น ไหล่ติด เข่าตึง ส่วนที่นิยมนำมาใช้เป็นการรักษาเสริม ได้แก่ ปวดหัว โรคเครียด โรคนอนไม่หลับการนวดรูปแบบนี้ผู้นวดต้องมีความรู้เรื่องโรคต่าง ๆ ที่ให้การรักษาอย่างมาก
3. นวดเพื่อป้องกันโรค การนวดแนวนี้เหมาะสมกับผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อยและไม่ได้เคลื่อนไหว อาทิเช่น ผู้ป่วยนอนติดเตียง ช่วยลดการเกิดแผลจากกดทับที่ผิวหนังหุ้มกระดูก การตบบริเวณหน้าอกช่วยขับเสมหะออกจากปอดป้องกันเสมหะอุดตันที่หลอดลม
4. นวดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นการนวดเพื่อให้ร่างกายกับสู่สภาวะปกติ เหมาะสมกับผู้ที่ป่วยเรื้อรัง ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคพาร์กินสัน ซึ่งจะช่วยลดอาการเกร็ง ทำให้การฟื้นตัวในการทำงานของร่างกายดีขึ้น ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากที่สุด และช่วยฟื้นฟูร่างกายให้ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการนวดในนักกีฬาทั้งก่อนและหลังการเล่นกีฬา รวมถึงการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

องค์ประกอบการนวด
การนวดแต่ละครั้งอาจมีกรรมวิธีหลายอย่างประกอบกันดังนี้
- นวดด้วยมือ เป็นการใช้มือทั้ง 2 ข้างนวดคลึงด้วยวิธีต่างๆ อย่างเช่น กด บีบ บิด ดึง ดัด ทุบ เคาะ สับ เพื่อสร้างความผ่อนคลายจุดต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่นวดตัว (Body massage) เพื่อการปรับสมดุลของสรีระ นวดฝ่าเท้า (Foot massage) ช่วยผ่อนคลายเส้นเอ็น น่อง ขา และเข่า อาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือผสมผสานกันก็ได้
- นวดน้ำมัน (Aroma therapy) การนวดน้ำมันจะใช้น้ำมันอโรม่า ที่สกัดจากพืชธรรมชาติมีกลิ่นหอมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเป็นวิธีบำบัดด้วยกลิ่นและการซึมเข้าผิวหนัง เช่นว่า น้ำมันกุหลาบลดความเครียดได้ น้ำมันเซจลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกาย ลดปฏิกิริยาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ
- นวดประคบ (Herbal ball massage) การประคบสมุนไพรมักเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากนวดเสร็จแล้ว ใช้เวลาประคบราว 15-20 นาที โดยใช้ความร้อนช่วยให้สมุนไพรซึมเข้าสู่ผิวหนัง สามารถช่วยให้ลดความปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดการติดขัดของข้อต่อ เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น สมุนไพรที่นิยมใช้ประคบเช่น ตะไคร้ มะกูด ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ไพล ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบพลับพลึง

ติดตามอ่านบทความเรื่อง นวดไทย ต่อกันได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/thai-massage

11

ดื่มสุรามากๆ ระวังจะตับแข็ง เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า แทบทุกคนคงเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้าง แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตับ ไม่ใช่แค่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่การทานอาหารที่มีไขมันสูง การทานยา วิตามิน หรืออาหารเสริมติดต่อกันเป็นเวลานานๆ หรือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตับได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าใครรู้ตัวว่า กำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยง การตรวจตับก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ท่านรู้ว่า ตอนนี้ตับของท่านยังแข็งแรงอยู่หรือเปล่า

ทำไมเราจึงต้องตรวจตับ?
ตับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ เพราะว่าตับมีหน้าที่หลากหลาย ทั้งเป็นแหล่งผลิตสารสำคัญต่างๆ ในร่างกาย เป็นแหล่งสะสมอาหาร เป็นแหล่งสร้างน้ำดี ขับของเสียออกจากร่างกาย ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เป็นแหล่งรีไซเคิลโปรตีนในร่างกายของคุณ ๆให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งโดยไม่มีอวัยวะใดมาทำหน้าที่เหล่านี้แทนได้เลย ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก็ยังไม่สามารถคิดค้น หรือผลิตอุปกรณ์ใดๆ มาทำหน้าที่แทนตับได้เช่นกัน

ตับนับว่าเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์อย่างมากเนื่องจากแม้จะถูกทำลายจนเหลือใช้งานได้เพียง 30% แต่ก็ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ และยังมีกลไกในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองอีกด้วย (ต่างจากอวัยวะอื่นๆ ที่หากถูกทำลายไปแล้วก็จะไม่สามารถใช้งานได้เลย)

ด้วยความมหัศจรรย์นี้เอง ทำให้เราไม่เคยรับรู้ถึงสัญญาณเตือนใดๆ ว่า ตับของเรากำลังมีปัญหาอยู่หรือไม่ จึงทำพฤติกรรมที่ทำลายตับไปเรื่อยๆ (แม้ว่าตับจะซ่อมแซมตัวเองได้ แต่หากถูกทำลายซ้ำๆโดยไม่ได้หยุดพัก ก็เกิดปัญหาได้เช่นกัน)

ผู้ที่เป็นโรคตับส่วนมากจึงมาพบแพทย์เมื่ออาการของโรคลุกลามไปมากจนเกินเยียวยาและอาจส่งผลให้เป็นอันตรายถึงชีวิต

การตรวจตับอย่างเป็นประจำในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจึงมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งนี้เพราะหากรู้ถึงปัญหาและหยุดยั้งสาเหตุที่ทำลายตับได้ทันก็มีโอกาสหายจากโรคนั้นๆ ได้ และตับกลับมาทำงานได้ตามปกติได้อีกครั้ง

ท่านใดที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรตรวจตับบ้าง? ติดตามต่อได้ที่
Website : https://www.honestdocs.co/liver-check

12
Hihome All Everything
HIHOME ที่เดียวครบจบทั้งบ้าน
แหล่งรวมสินค้าที่คัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย และเรายังคัดสรรแต่สินค้าที่ดีมีคุณภาพมาเพื่อคุณ

สั่งซื้อง่ายๆ ชำระเงินปลายทางได้ แค่คลิกเข้าเว็บ

https://www.lazada.co.th/shop/hi
แคปรูปสินค้าที่ต้องการแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ได้เลย
ไอดีไลน์ : @hihome
https://hihomeofficial.com
https://www.lazada.co.th/shop/hi
https://www.facebook.com/hihome8

#Hihome #Electronics #ของเล่น #ไฮเทค #ของใช้ในบ้าน #อุปกรณ์ออกกำลังกาย #ฟิตเนส #อุปกรณ์สำนักงาน #เครื่องครัว #โซล่าเซลล์ #เครื่องใช้ไฟฟ้า #อุปกรณ์ไฮเทค #scooter #Ebike









13


ฮัลโหลซิสสายแฟชั่นตัวแม่สุดจี๊ดทั้งหลาย! เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีมาได้ซักพักใหญ่จนใกล้จะได้ฤกษ์นับวันรอเตรียมเค้าท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2020 กันแล้ว จะบอกว่า มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรเฝ้าคอยก็คือ อัพเดทเทรนด์แฟชั่นที่มีแนวโน้มว่า ในปีหน้ามาแน่แม่ จะได้นำกระแสหรือเตรียมตัวเข้าเทรนด์ได้แบบไม่มีเอาท์ ในคราวนี้เราเลยขอยก กระเป๋าสตางค์ใบยาวที่มีแววฮิตเปรี้ยงปร้างในช่วงปี 2020 นี้มาอัพเดทให้คุณ ๆ ได้ชมกันว่า ใบไหนเป็นของที่มันต้องมีบ้าง ถ้าอยากทราบแล้วก็ตามมากันเลยจ้าาาาาา


เทรนด์แรก : กระเป๋าคลัทช์ขนาดใหญ่
ใครที่ส่องติดตามเทรนด์แฟชั่นอยู่แล้วคงจะพอเคยเห็นกระเป๋าคลัทช์ขนาดใหญ่กันมาบ้าง โดยหน้าตารูปทรงของนางจะมีความต่างจากกระเป๋าสตางค์ใบยาวปกติไปอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะขนาดที่ค่อนข้างใหญ่สามารถใส่ได้หลายสรรพสิ่ง ทั้งกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก เครื่องสำอาง ของเล็กน้อย ฯลฯ และรูปทรงที่เปลี่ยนจากหน้าตาดูใกล้เคียงกระเป๋าสตางค์สะพายข้างกลายเป็นเหมือนกระเป๋าทรงถุงจนมีคนเรียกอีกชื่อว่า Pouch ใช้งานด้วยการใส่ของแล้วหนีบไว้ตรงข้อพับแขน ตอบโจทย์ได้ทุกวัย ตั้งแต่วัยเรียน ไปจนถึงวัยทำงานและกลุ่มผู้สูงวัย แต่เท่าที่เห็น เราว่า กลุ่มสาววัยทำงานนี่แหละมีไว้พกแล้วเป๊ะ หนีบข้างตัวแล้วปังสุดๆ ไปเลย


เทรนด์สอง :  กระเป๋าคลัทช์รูปทรงแปลกตามศิลปะสมัยใหม่
อยากจะอัพเดทเทรนด์ให้เก๋ล้ำนำใคร ต้องแปลกใหม่ และแตกต่างแบบฉีกแนวไปเลย หากนึกสไตล์ไม่ออกขอนำเสนอให้ล่องส่องตามงานแฟชั่นวีค อย่างเช่น กระเป๋าคลัทช์ล่าสุดจาก YSL ที่ทำเป็นทรงสามเหลี่ยม เน้นว่า สามเหลี่ยมนะคะ ไม่ใช่ขนมจีบเด้อ, ส่วน off white ก็ไม่ยอมแพ้ตีความแซ่บในแบบเรียบๆ ตรงคอนเซ็ปต์น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ ไฮแฟชึ่น ได้เลย ทรงมนเรียบๆ สไตล์วินเทจร่วมสมัย โดยเพิ่มความสวยได้ตรงที่ทำออกมาสมกับที่เป็นกระเป๋าสตางค์ใบยาวได้สมชื่อ ยาวประมาณจากมือถึงข้อศอกเลยทีเดียว ฯลฯ


เทรนด์สาม :  กระเป๋าแบบเป็นเข็มขัดแนบตัว หรือกระเป๋าคาดเอว
หลายช่วงเวลาที่กระเป๋าแนวแบบเข็มขัดโดยมีกระเป๋าสตางค์ใบยาวแนบอยู่ด้วยจะถูกหยิบยกมาเป็นอินสปายเรชั่นเพื่อสร้างสรรค์กระเป๋าแนวใหม่ให้สวยล้ำนำเทรนด์ใคร โดยในปี 2020 นี้มีแนวโน้มที่กระเป๋ารูปทรงหน้าตาแบบนี้จะถูกนำกลับมาใช้และฮิตติดเป็นกระแสอีกครั้ง เพราะเทรนด์การแต่งกายแนววินเทจยังคงอยู่ต่อ เมื่อแต่งตัวแนวนั้นแล้วคาดกระเป๋าเข็มขัดแบบนี้มันช่างดูเข้ากันซะเหลือเกิน แต่ใบที่จะฮิตก็จะมีความแปลกใหม่และเก๋ไก๋เพิ่มขึ้นมาบ้าง อย่างเช่น มีขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ เรียงร้อยหลายใบไว้เป็นแถบ ฯลฯ


เทรนด์สี่ : กระเป๋าสตางค์ใบยาวที่มีหน้าตาเป็นเจ้าขนปุกปุย
เพื่อนขนยังคงมาเหมือนเดิม โดยเริ่มกลับมาตั้งแต่ที่ เจ้ากระเป๋า Valentino SS19 ถูกสร้างสรรค์ไปด้วยขนรอบใบ สร้างกระแสฮือฮาให้เริ่มมีการทำกระเป๋าสไตล์สวมวิญญาณเจ้าขนปุกปุย และแน่นอนว่า หนึ่งในกระเป๋าที่ถูกหยิบมาตกแต่งเพิ่มความเก๋ไก๋ให้พร้อมนำกระแสในปี 2020 นี้ ก็มี กระเป๋าคลัทช์ หรือกระเป๋าสตางค์ใบยาวรวมอยู่ด้วย จนติดอันดับหนึ่งใน The Best Bag Trends ของเว็บ ELLE

เทรนด์ห้า : เฉดสีกระเป๋าสตางค์ใบยาวที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไป
จากที่ช่วงก่อนหน้านี้ สาวๆ จะเลือกสีโทนมินิมอลหรือออกแนวพาสเทลโทนสีลูกกวาดไปเลย ในช่วงตั้งแต่ครึ่งปีหลัง 2019 ไปจนถึง 2020 นี้ เฉดสีที่ค่อนข้างโดดเด่น มีความสด แต่ก็ไม่แปร๋น ดูแล้วสบายตา เช่น สี Lazy Purple ,  Contrast Teal, Summer Dark Forest, Tangerine Blues, Silver Flamingo, Purple Bluebird, Red Sunflower Shadow, Glacier Pea Green ฯลฯ


เทรนด์หก : กระเป๋าสตางค์ใบยาวแนววินเทจยังคงเป็นที่นิยมตลอดกาล
ถ้าจะพูดว่า แฟชั่นเป็นศิลปะที่อมตะ ก็คงจะไม่ผิดซักเท่าไหร่ เนื่องมาจากช่วงเวลาหนึ่งแฟชั่นสไตล์นี้อาจจะหายไปแต่วันหนึ่งก็อาจจะถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นและกลับมาฮิตอีกครั้งก็ได้ใครจะรู้ และเทรนด์ที่ช่วยตอกย้ำคำพูดนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ กระเป๋าสตางค์ใบยาวแนววินเทจก็ยังคงฮิตตลอดกาล มีหลากหลายแบรนด์ที่ทำสไตล์นี้ อาทิ Tory Burch, Versace ฯลฯ ถ้าหยิบชุดรุ่นคุณแม่ขึ้นมาแต่งก็จะได้ฟีลวินเทจย้อนยุค แต่หากหยิบชุดสไตล์ในปัจจุบันก็จะได้ความมินิมอลดูเรียบง่าย ร่วมสมัย แต่ไม่เชยไปอีกแบบ


แถมอีกนิด : เคล็ดไม่ลับกับการเลือกกระเป๋าสตางค์ใบยาว
สาวๆ คนไหนที่อ่านมาจนเริ่มรู้สึกว่า เราจะต้องมีกระเป๋าสตางค์ใบยาวอีกซักใบ ไว้ครอบครองให้ทันเทรนด์ช่วงปีที่จะถึงนี้ เราขอแนะนำหลักการเลือกหากระเป๋าสตางค์ใบยาวง่ายๆ แค่เพียงไม่กี่ข้อ ดังนี้ เริ่มจากการดูว่า เราต้องการใช้แบบไหน เพื่อใส่อะไรบ้าง บางท่านอาจจะต้องการพกเพื่อใส่เงินและบัตรต่างๆ เท่านั้น อาทิเช่น แบบกระเป๋าคลัช Clutch Daisy- M.Wine  ยี่ห้อ St.James ฯลฯ หรือบางคนอาจจะต้องการใส่ของจุกจิกเล็กๆ เพิ่มเติม ถัดจากนั้นลองพิจารณาดูถึงรูปทรงการออกแบบโดนใจหรือไม่ และสุดท้ายก็ดูวัสดุว่า ทำมาจากอะไร หากลงทุนไปแล้วจะสามารถใช้ได้นาน/คุ้มค่าหรือไม่

สุดท้ายนี้ เมื่อเริ่มต้นปีใหม่แล้ว ก็อย่าลืมเริ่มต้นสร้างกำลังใจในช่วงฤกษ์งามยามดีเตรียมพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามาด้วยการมองหาของใหม่ๆ มาใช้เพื่อเป็นกำลังใจ(เผื่อจะ)ช่วยเสริมดวงให้ตัวเองได้บ้างไม่มากก็น้อย อย่างเช่น การหากระเป๋าสตางค์ใบยาวใบใหม่มาใช้ ฯลฯ ไม่เพียงแค่ตามเทรนด์ทัน แต่ช่วยเพิ่มกำลังใจและบอกกับตัวเองได้ว่า ปีนี้เงินจะไหลมาเทมาเป็นการต้อนรับกระเป๋าใบใหม่ให้เราแน่ๆ ยังไงตอนนี้เราขอตัวลาไปหาซื้อกระเป๋าสตางค์ใบยาวมาเพิ่มในกรุก่อนนะคะ ไว้เจอกันใหม่น้า xoxo หรือสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.stjamesandtrend.com/product-category/long-wallets/

14
A dog lovers แก็งหมาสอนหมา และเพจ Blablaboo เริ่มต้นจากการที่เราฝันถึงการได้มีโอกาสเลี้ยงน้องหมาที่ใฝ่ฝันนั่นก็คือน้องหมาสายพันธุ์ Border Collie ซึ่งเป็นสายพันธุ์สุนัขต้อนแกะ และมีปัญญาเฉลียวฉลาดที่สุด โดยมากจะเป็นสุนัขที่เมืองนอกจะนำไปโชว์การแสดงเนื่องด้วยสติปัญญาที่เรียนรู้ได้เร็ว

ซึ่งหลังจากนั้น ด้วยเหตุการณ์ในชีวิตหลายๆอย่างเกิดขึ้นจนวันนึงได้มีโอกาสเลี้ยงและสัมผัสน้องหมาในสายพันธุ์ที่เราใฝ่ฝัน จึงทำให้เกิดความคิดในการเลี้ยงหมาสายพันธุ์อื่นๆตามมา อาทิเช่น ซามอยด์ ไซบีเรียน ชิบะ  และได้ค้นพบความน่ารักแต่ละสายพันธุ์ และเราต้องการแบ่งปันความน่ารักของน้องๆเหล่านี้ให้โลกรู้

ซึ่งระยะเวลาไม่นานเพจ A dog lovers และเพจ Blablaboo ได้สร้างขึ้นมา เพื่ออัพเดทความเป็นอยู่ความน่ารัก และให้ความรู้บางส่วนในการเลี้ยงดูแลสุนัข ในการเลือกสุนัขที่เหมาะกับคนที่จะเลี้ยง เป็นการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม ท้ายที่สุดเรากำลังจะทำ Dog Cafe’ ให้เป็นคาเฟ่สุนัขอันดับ 1 ของโลก เราเป็นเพจและคาเฟ่ ที่มีเป้าหมายขับเคลื่อนวงการ Cafe’ สุนัข และในการให้คำแนะนำเหล่าคนที่จะเลี้ยงสุนัขอย่างมีความรับผิดชอบ และจะไปแสดง Performance ในเวทีโลกว่าคนไทยถ้าตั้งใจทำอะไรก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก !!
OUR GOAL IS NO 1 IN THE WORLD !!
ติดตามเราได้ที่
เฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/blablabooh





















15
บริษัท ชิปนี่ จำกัด บริการ Freight Forwarder และชิปปิ้ง (Shipping)สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เรามีบริการทั้งการขนส่งทางเรือและการขนส่งทางเครื่องบิน (FCL, LCL, Air) พร้อมดำเนินพิธีการศุลการกร เคลียร์ภาษี ครบวงจร สามารถรับสินค้าของท่านได้ตั้งแต่หน้าโรงงานประเทศจีน และส่งมาถึงบริษัทท่านที่ประเทศไทย

สินค้าที่เราบริการนำเข้า ดังเช่น
- เสื้อผ้า กระเป๋าแฟชั่น ตุ๊กตา
- เครื่องใช้ไฟฟ้า
- อะไหล่รถยนต์

นอกจากนี้เรายังบริการส่งออกระหว่างประเทศดังต่อไปนี้ จีน, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, เวียดนาม

อ่านรายละเอียดวิธีนำเข้าสินค้าจากจีน อย่างถูกกฎหมายได้ที่
https://www.shipnee.com/how-to-import-from-china-legally

ชิปนี่พร้อมดูแลการขนส่งระหว่างประเทศของคุณ
ขอใบเสนอราคาค่าเฟรท ติดต่อเราได้เลยครับ
Website : https://shipnee.com
โทร : 098-489-4894
แอดไลน์: @shipnee
อีเมล : cs@shipnee.com


นำเข้าสินค้าจากจีน
ชิ้ปปิ้งจีน






หน้า: [1] 2 3 ... 8